อำเภอเมือง

 

อำเภอเมือง, หนองคาย
 

 
             อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ เป็นอนุสาวรีย์แห่งเดียวในจังหวัดหนองคาย เป็นอนุสาวรีย์เทิดทูนความดีของผู้ล่วงลับไปแล้ว ในการปราบฮ่อ ในปี ร.ศ. 105 (พ.ศ. 2429) เสด็จในกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม รับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ที่เมืองหนองคาย เพื่อบรรจุอัฐิของผู้ที่เสียชีวิต
              ในการปราบฮ่อ เดิมตั้งอยู่ที่หลังสถานีตำรวจภูธร จังหวัดหนองคาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 ทางจังหวัดหนองคายได้รับงบประมาณให้เสริมสร้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อให้สง่างามสมกับเป็นอนุสาวรีย์ของผู้ที่ได้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองให้เป็นศรีสง่าแก่เมืองหนองคายสืบไป จึงย้ายมาสร้างใหม่ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด มีคำจารึกที่อนุสาวรีย์ทั้ง 4 ทิศ ทั้งภาษาไทย จีน ลาวและอังกฤษ ทางจังหวัดได้กำหนดให้มีการจัดงานบวงสรวงและฉลองอนุสาวรีย์เป็นประจำทุกวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี
 
            เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีพระรูปลักษณะงดงามมาก ขนาดหน้าตักกว้าง 2 คืบ 8 นิ้ว ส่วนสูงจากองค์พระเบื้องล่างถึงยอดพระเกศ 4 คืบ 1 นิ้ว ประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย ซึ่งเป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ชาวเมืองหนองคายนับถือมาก มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติไทยหลายตอน เสด็จในกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ในหนังสือประวัติพระพุทธรูปสำคัญซึ่งพิมพ์แจกในงานทอดกฐินพระราชทาน พ.ศ. 2468 ว่า หลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปหล่อในประเทศล้านช้าง และตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พระธิดา 3 องค์ แห่งกษัตริย์ล้านช้างเป็นผู้สร้าง บางท่านก็ว่าเป็นพระราชธิดาของพระไชยเชษฐาธิราช ได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์ และขนานนามพระพุทธรูปตามนามของตนเองไว้ด้วยว่า พระเสริมประจำพี่ใหญ่ พระสุกประจำคนกลาง พระใสประจำน้องสุดท้อง มีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ
                    พ.ศ. 2321 พระเจ้าธรรมเทววงศ์ได้อัญเชิญไปไว้ ณ เวียงจันทน์ และในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญมาฝั่งไทย แต่เกิดพายุ พระสุกจมน้ำอยู่ที่ปากงึ่ม (เวินพระสุก) ส่วนพระเสริมและพระใส ประดิษฐานไว้ที่วัดโพธิ์ชัยและวัดหอกล่อง ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้อัญเชิญพระเสริมลงมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ส่วนพระใสประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย ทุกปีในวันเพ็ญกลางเดือน 7 ชาวเมืองหนองคายจะมีงานประเพณีบุญบั้งไฟบูชาพระใสที่วัดโพธิ์ชัยเป็นประจำ
การเดินทางจากตัวเมืองหนองคาย ใช้เส้นทาง 212 (ไปทางอ.โพนพิสัย) อยู่บริเวณหลักก.ม.ที่ 2
 
           พระธาตุบังพวน ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุบังพวน บ้านดอนหมู ตำบลพระธาตุบังพวน ห่างจากอำเภอเมืองหนองคาย ประมาณ 21 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2 (หนองคาย-อุดรธานี) ประมาณ 11 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 211 (หนองคาย-ท่าบ่อ) ถึงบริเวณกิโลเมตรที่ 10 วัดจะอยู่ด้านขวามือริมทาง
                เดิมพระธาตุบังพวนเป็นเจดีย์เก่าแก่ เป็นที่เคารพสักการะของชาวหนองคายมาช้านานตัวองค์พระธาตุเดิมเป็นเจดีย์สร้างด้วยอิฐเผา มีรูปทรงแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ลักษณะเจดีย์ เป็นรูปสถูปแบบอินเดียรุ่นเดียวกับองค์พระปฐมเจดีย์ เจดีย์องค์ปัจจุบันบูรณะขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากรในระหว่างปี พ.ศ. 2519-2521 หลังจากที่องค์เดิมได้พังทลายลงเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2513 เนื่องจากฐานทรุด พระธาตุองค์ปัจจุบันมีฐานทักษิณ 5 ชั้น กว้าง 17.20 เมตร สูงถึงยอดฉัตร 34.25 เมตร รูปปรางค์สี่เหลี่ยมต่อกันเป็นบัวปากระฆังชั้นที่ 6 เป็นรูประฆังคว่ำ ชั้นที่ 7 เป็นรูปดาวปลี และเหนือชั้นไปเป็นที่ตั้งฉัตรและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังมีสถานที่สำคัญคือ
 
 
พิพิธภัณฑ์พระธาตุบังพวน
ซึ่งเป็นห้องเล็กๆ อยู่ใกล้กับองค์พระธาตุ ซึ่งภายในจะเก็บซากเศษหิน ใบเสมา ศิลาจารึก ตลอดจนโบราณวัตถุของพระธาตุองค์เก่า รวมทั้งประวัติขององค์พระธาตุ
 
 
สระพญานาค
อยู่ในบริเวณใกล้ๆ องค์พระธาตุ ซึ่งในสมัยโบราณเมื่อมีการแต่งตั้งผู้ใดเป็นเจ้าเมือง ก็จะนำน้ำจากสระนี้ไปสรงเพื่อเป็นสิริมงคล ในสมัยต่อมาสระพญานาคก็ทรุดโทรมลงตามกาลเวลา จนกระทั่งชาวบ้านและประชาชนที่มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันบริจาคและทำการบูรณะสระพญานาคเพื่อใช้น้ำในสระนี้นำไปประกอบพิธีมงคลต่างๆ เพื่อความเป็นสิริมงคล
ทุกปีชาวจังหวัดหนองคายจะจัดงานนมัสการพระธาตุบังพวนขึ้นในเดือนยี่ ขึ้น 11 ค่ำ
 
    
ศาลาแก้วกู่
 
ชาวหนองคายหลายคนเรียกที่นี่ว่า "วัดแขก" คนไกลหลายคนอาจจะคุ้นชื่อ "ศาลาแก้วกู่" จากข่าวดังเมื่อต้นปี 2549 ที่มีเชื้อพระวงศ์เจ้าลาวและชายาถูกลอบสังหารขณะมาเที่ยวชมสถานที่นี้บ้าง หากมีจังหวะและโอกาสแล้วควรไปดูให้เห็นกับตา โดยเฉพาะนักประวัติศาสตร์ศิลปะและผู้เชี่ยวชาญทางประติมานวิทยาทั้งหลายคงได้มุมมองนอกตำราที่คาดไม่ถึงเพิ่มขึ้นอักโข ศาลาแก้วกู่สร้างขึ้นโดยการนำของ "ปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์"  หรือ "ปู่เหลือ" (พ.ศ. 2476–2539) ซึ่งมีประวัติชีวิตและผลงานอัศจรรย์เกินกว่าจะประมวลได้ จึงขอเก็บความจากหนังสือ "ศาลาแก้วกู่" ฉบับ พ.ศ. 2540 พิมพ์ครั้งที่ 3 มาไว้พอสังเขป
          "เมื่อนางคำปลิว สุรีรัตน์ (พี่สาวคนโต) ชาวหนองคาย แต่งงานได้ระยะหนึ่งก็ฝันว่ามีชีปะขาวนำนาคมรกตมามอบให้ แต่บอกว่าอีก 7 เดือน ค่อยไปรับมาเป็นของตนต่อมาแม่ตั้งท้องลูกคนที่เจ็ดในวัยสูงอายุ และหมดประจำเดือนแล้ว และคลอดเมื่ออายุครรภ์ได้ 7 เดือน ทุกคนจึงเชื่อว่าเป็นไปตามนิมิตในฝัน นางคำปลิวและสามีจึงรับน้องชายมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมตั้งแต่แรกเกิด
          ด.ช.บุญเหลือ ชอบเข้าวัดมาแต่เด็ก พออายุได้ 6 ปี นางคำปลิวเสียชีวิตลง สามีนางคำปลิวมีภรรยาใหม่ ด.ช.บุญเหลือ จึงกลับไปอยู่กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด แต่มักขัดขวางห้ามปรามผู้ใหญ่ในทางบาปต่างๆ จึงไม่เป็นที่รักใคร่ของญาติพี่น้อง ครั้นอายุ 12 ปี ทนความกดดันรอบข้างไม่ไหว จึงหนีออกจากบ้านรอนแรมไปจนพบสำนักอาศรมแก้วกู่ในเขตแดนลาว และได้ฝากตัวศึกษาเล่าเรียนปฏิบัติธรรมอยู่กับพระมุนีที่นั่น จนอายุครบ 20 ปี พระมุนีจึงให้ออกจากสำนักไปจาริกแสวงบุญโปรดญาติโยมทั้งใกล้และไกลเมื่ออายุ 30 ปี จึงได้กลับมาปรนนิบัติตอบแทนคุณในวาระสุดท้ายของชีวิตพ่อแม่ ก่อนแม่สิ้นบุญในปี 2507 ได้มอบที่ดิน 8 ไร่ ณ บ้านเชียงควาน เมืองท่าเดื่อ เวียงจันท์ไว้เป็นมรดก
          ปี พ.ศ. 2513 ปู่เหลือได้พัฒนาที่ดินดังกล่าวสร้างเป็น "ปูชนียสถานเทวาลัยอย่างมหึมา" พุทธศาสนิกชนทั้งในภาคพื้นยุโรป และเอเชียเลื่อมใสมาก แต่เมื่อเกิดเหตุวิกฤตในราชอาณาจักรลาวเมื่อปี พ.ศ. 2518 หลวงปู่จึงพาลูกศิษย์ข้ามโขงมา และรวมกันจัดตั้งเป็น "พุทธมามกสมาคมจังหวัดหนองคาย" โดยกรมการศาสนารับรองให้ในปี พ.ศ. 2519 ปี พ.ศ. 2521 สานุศิษย์ได้จัดซื้อที่ดินราว 41 ไร่ ในเขตบ้านสามัคคี ต.หาดคำ ถวายให้เป็นที่ตั้งสำนักจวบจนปัจจุบัน ต้นปี พ.ศ. 2527 ปู่เหลือถูกใส่ความ และมีผู้ไปแจ้งตำรวจตั้งข้อหาฉกรรจ์ (ซึ่งทางสำนักขอสงวนไว้) ต้องอยู่ในเรือนจำจนถึงปลายปี 2529 เมื่อออกมาแล้วก็สร้างเทวรูปอีกมากมาย ทั้งเล็กและใหญ่ และทั้งขนาดที่สูงถึง 33 เมตร เมื่อสร้างทั้งพุทธรูปและเทวรูปถึง 209 ปางแล้ว ก็สร้างศาลาแก้วกู่หลังใหม ่โดยรื้อหลังเก่า (พ.ศ. 2523–2538) ที่ทรุดโทรมลงขณะก่อสร้างศาลาหลังใหม่ ปู่เหลือก็ล้มป่วยและต่อมาได้เสียชีวิตลงในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2539 สานุศิษย์ได้นำผอบแก้วใส่ร่างของท่านไว้ตามความประสงค์ก่อนสิ้นชีวิต"
 
 
ฟาร์มจระเข้หนองคายแห่งแรกและแห่งเดียวในภาคอีสานเปิดทำการทุกวัน

รายละเอียด
ราคาบัตรเข้าชมผู้ใหญ่50 บาทเด็ก30 บาท
รอบเวลาการแสดงโชว์11.00 .,13.00 ., 15.00 . ของทุกวัน
นักเรียนและนักศึกษาในเครื่องแบบครึ่งราคา

การแสดงนั่งหางจระเข้นอนหลังจระเข้อุ้มจระเข้เอามือหยิบเงินจากปากจระเข้เอาหัวเข้าปากจระเข้เอามือล้วงกระเพาะอาหารจระเข้และอีกโชว์อีกมากมาย

สถานที่ตั้ง บ้านสามัคคี.หาดคำ.เมือง.หนองคาย (ติดกับศาลาแก้วกู่หรือวัดแขก)
       สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 085-643-0130, 090-023-5076
                                         อีเมล์konrak_ai_inam@hotmail.com

 
 
  
           ในเขตเทศบาลเมือง เป็นท่าเรือโดยสารข้ามแม่น้ำโขงไปยังฝั่งลาว มีด่านตรวจคนเข้าเมืองและร้านค้าจำหน่ายสินค้าจากนานาประเทศที่ส่งผ่านเข้ามาจากฝั่งลาว สินค้าที่จำหน่ายได้แก่ เครื่องไม้ฝังมุก เครื่องไฟฟ้า นาฬิกา อาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีบริษัททัวร์ที่รับจ้างทำใบผ่านแดนและนำเที่ยวประเทศลาวอีกด้วย
          ชาวไทยจะต้องทำบัตรผ่านแดนที่สำนักงานบัตรผ่านแดน บริเวณศาลากลางจังหวัดหนองคาย โดยมีเอกสารประกอบการทำบัตรผ่านแดน คือสำเนาบัตรประชาชนหน้าหลัง รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป รายละเอียดสอบถามเพิ่มเติม โทร.(042)411778 โทรสาร (042)412678
ชาวต่างประเทศ จะต้องใช้หนังสือเดินทาง Passport และขอวีซ่าที่สถานทูตลาวประจำประเทศไทย
 
          ตั้งอยู่ที่บ้านจอมมณี หมู่ที่ 1 ตำบลมีชัย ห่างจากเขตเทศบาลเมืองประมาณ 2 กม. เป็นส่วนหนึ่งของลำน้ำโขง หาดแห่งนี้จะมีความยาวประมาณ 200 เมตร และจะปรากฏให้เห็นตอนน้ำลดในฤดูแล้ง โดยเฉพาะเดือนเมษายน จะมีนักท่องเที่ยวในจังหวัดและจากบริเวณจังหวัดใกล้เคียงเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นจำนวนมาก ได้รับการเรียกขานว่าเป็น "พัทยาอีสาน" อีกทั้งทิวทัศน์ในบริเวณหาดทรายยังสามารถมองเห็นบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ได้อย่างชัดเจน
 
     
       อยู่ในบ้านวัดธาตุ เขตเทศบาลเมืองหนองคายตามประวัติที่ค้นพบ พบว่าในปีมะเมีย เดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำ พ.ศ.2390 ใกล้ค่ำพระธาตุหนองคายได้พังลงแม่น้ำโขง และตลิ่งอันเป็นที่ตั้งขององค์พระธาตุถูกน้ำเซาะพังลงจนมองเห็นองค์พระธาตุเกือบอยู่กึ่งกลางลำแม่น้ำโขง
 
 
 
      ตั้งอยู่ซอย 1-2 บ้านจอมมณี ตำบลมีชัย เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงไปยังท่านาแล้ง แขวงเวียงจันทน์ของประเทศลาว เป็นสะพานแห่งแรกที่สร้างขึ้นด้วยความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ลาว และประเทศไทย นับว่าเป็นสะพานที่สร้างความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นอกจากนี้แล้วยังเป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง คาดว่าจะเสร็จในปี พ.ศ. 2537 ช่วงตัวสะพานมีความยาว 1.20 กม. กว้าง 15 เมตรมีช่องสำหรับเดินรถ 2 ช่องทาง ซึ่งตรงช่วงกลางสะพานออกแบบไว้สำหรับสร้างทางรถไฟ
 
 
        
 
วังบัวแดงหนองคาย
         ตั้งอยู่ที่บ้านไผ่สีทอง ตำบลเวียงคุก อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย การเดินทางควรชัเส้นทางริมโขงบ้านปะโค เลี้ยวเข้าซอยพระธาตุ (ซอยถัดจากปั้มน้ำมันบ้านปะโค) เข้าไปประมาณ 5 – 6 กิโลเมตร โดยจะมีเฉพาะช่วงเดือนธันวาคมถึงประมาณเดือนมีนาคม เท่านั้น
           เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ของจังหวัดหนองคายได้ ระยะแรกจะเร่งประชาสัมพันธ์ ทั้งด้านเส้นทาง ป้ายบอกทาง จัดทำจุดชมวิวและถ่ายภาพ รวมถึงมาตรการความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว และจะเริ่มพัฒนาพื้นที่ในส่วนที่สามารถทำได้ก่อน เนื่องจากพื้นที่บางส่วนติดกับที่เอกชน จึงต้องเป็นการบริหารจัดการร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน โดยจะจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ นอกจากนี้ยังจะร่วมกับเทศบาลตำบลเวียงคุก หารือรายละเอียดการดำเนินการและวางรูปแบบการบริหารจัดการให้สามารถเอื้อประโยชน์แก่ประชาชนในชุมชน สามารถสร้างรายได้และสร้างงานแก่ชาวบ้าน ที่สำคัญต้องพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดหนองคายในอนาคต